ฟังกันสบายๆ

Advertisements

มิเชล ฟิลพอต ผู้หญิงที่มีความทรงจำเพียง 1 วัน

มิเชล ฟิลพอต ผู้หญิงที่มีความทรงจำเพียง 1 วัน

           655714-topic-ix-0

มิเชล ฟิลพอต

          ภาพยนตร์ เรื่อง 50 First Dates (50 เดท จีบเธอไม่เคยจำ) อาจจะเป็นสุดยอดภาพยนตร์รักที่สร้างความประทับใจให้กับคนดูมาแล้วมากมาย ด้วยเนื้อหาของเรื่องเล่าเรื่องราวของนางเอกที่มีความทรงจำเพียงแค่วันเดียว เท่านั้น ตื่นขึ้นมาวันรุ่งขึ้นก็จำอะไรไม่ได้เสียแล้ว จนทำให้พระเอกต้องทนเฝ้าบอกแฟนสาวทุกวันว่าเขาเป็นแฟนเธอ และเขารักเธอมากแค่ไหน ภาพยนตร์เรื่องนี้ก็เลยทำให้คนดูต่างรู้สึกไม่ต่างกันว่า นี่ช่างเป็นเรื่องราวความรักที่แม้จะซาบซึ้ง แต่ก็ไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้นในชีวิตจริงเลย

          แต่ ใครจะเชื่อว่า.. นี่ไม่ได้เป็นเพียงแค่นิยายที่เป็นไปไม่ได้ในความเป็นจริงเท่านั้น เรื่องนี้มันคือสิ่งที่เกิดขึ้นจริงกับชีวิตของหญิงชาวอังกฤษวัย 46 ปีคนนี้ “มิเชล ฟิลพอต” ที่ป่วยเป็นโรคความจำเสื่อม ชนิดจดจำสิ่งต่าง ๆ ได้เพียง 1 วัน พอตื่นขึ้นมาอีกครั้งเธอก็จำสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อวานไม่ได้อีกแล้ว

          เรื่องทั้งหมดมันเริ่มต้นขึ้นเมื่อฟิลพอตได้รับกระทบกระเทือนทางสมอง จากการประสบอุบัติเหตุถึง 2 ครั้ง คือ ครั้งแรกจากมอเตอร์ไซค์ชนเมื่อปี 1985 และครั้งที่สองจากอุบัติเหตุทางรถยนต์ เมื่อปี 1990 อุบัติเหตุทั้งสองครั้งนี้ทำให้เธอก็เริ่มจำอะไรไม่ได้เหมือนเดิม จนกลายเป็นคนที่จำอะไรได้เพียงวันเดียวอย่างสมบูรณ์เมื่อปี 1994 และหลังจากนั้น ความทรงจำของเธอก็หยุดอยู่แค่ปี 1994 เท่านั้น เพราะเธอจะลืมเรื่องราวทุก ๆ วันที่ผ่านไปนับตั้งแต่นั้นมา

655714-topic-ix-1

          ถึงแม้ว่าฟิลพอตจะเป็นโรคความจำสั้น และใคร ๆ ต่างก็รู้ดีว่าไม่มีทางรักษาหาย แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้ เอียน แฟนหนุ่มของเธอหมดรักหรือท้อแท้แต่อย่างใด เขาและเธอยังคงคบกันต่อ โดยเอียนเฝ้าย้ำกับเธอตลอดเวลาว่าเธอเคยทำอะไรไปแล้วเมื่อวาน ซึ่งเธอเองก็ยอมเชื่อสิ่งที่เขาพูดแต่โดยดี จนเมื่อปี 1997 เอียนและเธอก็ได้แต่งงานกันอย่างชื่นมื่น และหลังจากวั้นนั้น ทุก ๆ วันที่ลืมตาตื่น เอียนก็ต้องเฝ้าย้ำกับเธอว่า เธอและเขาได้แต่งงานกันแล้ว ไม่ใช่แฟนกันอีกต่อไป โดยเอียนเล่าว่า มันเป็นเรื่องที่โชคดีมาก ๆ ที่เขาเป็นแฟนกับเธอก่อนหน้าที่เธอประสบอุบัติเหตุถึง 9 ปี เพราะหากเขาพบเธอหลังจากปี 1994 แล้ว เธอคงตกใจทุกเช้าที่ตื่นมาพร้อมกับผู้ชายแปลกหน้าที่นอนอยู่ข้าง ๆ

          ทุกวันนี้ ฟิลพอตจำได้เพียงแค่ว่าเอียนเป็นแค่แฟนหนุ่มของเธอเท่านั้น จนเอียนต้องเอารูปแต่งงานระหว่างเขากับเธอให้เธอดูทุกวัน และเธอก็จะยิ้มด้วยความปิติยินดีทุกครั้งที่ได้เห็นภาพเหล่านั้นเช่นกัน ตอนนี้ ฟิลพอตใช้ชีวิตอยู่กับโรคความจำสั้นนี้มา 16 ปีแล้ว โดยทุกวันเอียนจะบอกเธอว่า เธอเป็นโรคแบบนี้และจำเรื่องราวที่เกิดขึ้นเมื่อวานไม่ได้ เธอจึงต้องจดโน๊ตแปะไว้บนผนังห้องทุกวันว่าเธอทำอะไรไปแล้วบ้าง ซึ่งแม้ว่านั่นจะไม่ได้ช่วยเตือนความจำของเธอ แต่ก็ทำให้รู้ว่าวันนี้เธอต้องทำอะไรบ้าง และมีเหตุการณ์อะไรที่เกิดขึ้นแล้วบ้าง

          ขณะที่ เอียนก็ยังคงอยู่ข้างเธอ คอยดูแลเธอไม่เคยไปไหน เขาบอกว่า การที่เธอเป็นโรคนี้ก็ไม่ใช่ว่าจะเป็นเรื่องเลวร้ายเสมอไป เพราะเธอจะมักหัวเราะทุกครั้งที่ได้ยินเรื่องตลก ๆ หรือมุกตลกทั้งหลาย โดยไม่รู้ตัวเลยว่าเธอเคยได้ยินมันมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน

655714-topic-ix-2

          และ ถึงแม้เอียนจะยอมรับว่า เขาต้องอดทนมากกับการพูดอะไรซ้ำ ๆ ให้เธอฟังทุกวัน แต่เขาก็ไม่เคยคิดที่จะไปจากเธอเลยสักครั้ง ตอนนี้ เขาอยู่เคียงข้างเธอมากว่า 25 ปี และแต่งงานกับเธอมา 13 ปีแล้ว นอกจากการเล่าสิ่งเดิม ๆ ให้ฟังทุกวัน ก็ไม่มีอะไรเป็นปัญหาระหว่างเธอกับเขา เอียนบอกว่า “ไม่ว่าความทรงจำของเธอจะหยุดอยู่ที่ปี 1994 แต่ผมยังมีความสุขอยู่ได้ทุกวัน แม้จะต้องอดทนบ้าง แต่ผมก็ต้องทน..”

“เพราะผมรักเธอ”

ที่มา http://women.postjung.com/655714.html

ความเชื่อ หรือ มารยาท ที่ไม่ควรทำ

ความเชื่อ หรือ สิ่งที่ไม่ควรทำในต่างประเทศ

         เวลาทุกคนไปต่างประเทศ สิ่งสำคัญที่สุดของเราก็คือต้องศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับประเทศนั้นๆให้ดีเสีย ก่อนนะครับ ไม่ว่าจะเป็นวัฒนธรรมและประเพณีของประเทศ นั้นๆ เนื่องจากประเทศที่เราไปนั้นไม่เหมือนกับประเทศไทย เพราะต่างประเทศจะมีข้อห้ามหลายๆอย่าง รวมถึง ความเชื่อ ต่างๆอีกด้วย ซึ่งหากเราไปทำผิดหรือเสียมารยาทก็อาจจะโดนจับได้นะ เดี๋ยวจะเที่ยวไม่สนุกเอา

                       

                       655523-topic-ix-0

ห้าม “OK” ที่บราซิล

ถ้าเรายกมือทำ O.K. กับชาวบราซิลจะกลายเป็นศัตรูกันในบัดดลค่า เราเข้าใจกันทั่วโลกว่าการ O.K. แปลว่า ตกลง แต่กับที่นี่มันมีความหมายทำนองเดียวกับ Fuck You ในอเมริกา เรื่องนี้ไม่มีประวัติว่าเป็นมาอย่างไร แต่สันนิษฐานว่าที่มันไม่สุภาพ เพราะว่าการทำมือ O.K. โดยเอานิ้วโป้งแตะกับนิ้วชี้ จะเกิดเป็นรูกลมๆ ซึ่งชาวบราซิลเปรียบกับ “รูทวาร” ใครไปบราซิลก็อย่าไปยกมือทำ O.K. กับเค้าล่ะ เดี๋ยวจะมีคดีติดตัว

655523-topic-ix-1

ห้ามให้ของขวัญด้วยมือซ้าย

บางประเทศเค้าถือว่ามือซ้ายเป็นมือสกปรกเพราะมักใช้จับของไม่ดีหลายอย่าง ง่ายๆ ก็เอาไว้ล้างก้นนั่นเอง เพราะยังมีความเชื่อที่ว่าคนถนัดซ้ายคือ สมุนของซาตาน คนถนัดขวาคือมนุษย์ ส่วนประเทศที่ห้ามให้ของขวัญมือซ้ายก็ ได้แก่ อินเดีย, แอฟริกา, ศรีลังกา และประเทศตะวันออกกลาง

 655523-topic-ix-2

ห้ามให้ดอกไม้เลขคู่ในรัสเซีย

ถ้า เราเผลอให้ไปรับรองว่าโดนตอกกลับหลายดอกแน่ เพราะมันหมายความว่าคุณกำลังแช่งให้เค้าตายเร็วนั่นเอง ดังนั้นเวลาจะให้ดอกไม้กับคนรัสเซียควรให้เป็นจำนวนเลขคี่ดีกว่า นอกจากเรื่องดอกไม้แล้วรัสเซียยังมีเรื่องแปลกๆ อย่าง การห้ามจับมือหรือหอมแก้มทักทายที่ประตูทางเข้าบ้าน เวลาไปเยี่ยมต้องเอาของที่ระลึกให้เจ้าบ้านด้วย เป็นต้น

655523-topic-ix-3

มารยาทอาหารในจีน ไทย ฟิลิปปินส์

หลาย คนคงเคยได้ยินว่า เหลือข้าวไว้คำสุดท้ายไว้เป็นมารยาท เวลาทานข้าวใช่ไหมคะ และมันก็เป็นเรื่องที่ควรทำในจีน ฟิลิปปินส์ รวมถึงไทยด้วย อย่างที่จีนเนี่ย ถ้าเรากินข้าวจนเกลี้ยง เขาจะคิดว่าให้อาหารเราไม่พอกิน เพราะงั้นจึงควรเหลือไว้สักคำสองคำ แต่พองามให้เจ้าบ้านได้ชื่นใจ และถ้าหากใครที่กินอิ่มแล้วเรอออกมา ที่จีนเค้าถือว่า อาหารเค้าอร่อย

655523-topic-ix-4

ห้ามยกนิ้วโป้ง

เป็นเรื่องไม่เหมาะสมในดินแดนตะวันออกกลางที่จะยกนิ้วโป้งให้คู่สนทนา แม้ว่ามันจะเป็นเรื่องสากลที่หลายคนให้การยอมรับ แต่ที่นี่เค้าเล่ากันว่า สมัยก่อนมีการต่อสู้กันในโคโลเซียม พวกนักสู้ซึ่งส่วนมากเป็นคนผิวดำ จะถูกกรรมการตัดสินแพ้ชนะจากการชูนิ้วโป้งขึ้นลง สัญลักษณ์การชูนิ้วโป้งจึงถูกเผยแพร่ไปทั่วกรุงโรม แต่ความหมายจริงๆ ก็น่าจะประมาณว่าเป็นการตัดสินความเป็นความตายของคนนั่นเอง

655523-topic-ix-5

ห้ามแบมือต่อหน้าชาวกรีกในประเทศกรีก

การทำท่าทางโดยการแบฝ่ามือต่อหน้าชาวกรีกนั้น ถือว่าเป็นการดูถูกอย่างมาก

ที่มา   http://board.postjung.com/655523.html

กวดวิชากันทำไม…เด็กมีปัญหา รึ การศึกษาด้อยคุณภาพ

 กวดวิชากันทำไม…เด็กมีปัญหา รึ การศึกษาด้อยคุณภาพ

          ในปัจจุบันนี้ เด็กที่เรียนหนังสือตามโรงเรียนต่างๆ ต้องใช้เวลาหลังเลิกเรียนในชั้นเรียนปกติ และเวลาในวันหยุดสุดสัปดาห์เรียนวิชาต่างๆ ที่โรงเรียนเองเป็นผู้จัดเตรียมไว้ หรือที่ผู้ปกครองพาเด็กไปเรียนเพิ่มเติมเองอีกมากมาย เช่น เรียนภาษาอังกฤษ ญี่ปุ่น ร้องเพลง เต้นบัลเลต์ เรียนการใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ต่างๆ เรียนฝึกพูด ฯลฯ เด็กบางคนต้องเรียนทุกวันเลยค่ะ และพอสอบถามดูปรากฏว่า เด็กหลายคนเป็นเด็กที่ไม่ได้เรียนย่ำแย่ หรือได้เกรดต่ำแต่ประการใด ทั้งนี้ผู้เขียนได้รวบรวมเหตุผลต่างๆ ที่ทำให้เด็กไป โรงเรียนกวดวิชาและโรงเรียนพิเศษ ดังนี้

1.เรียนอ่อนไม่ทันเพื่อนจริงๆ

2.กลัวแข่งขันกับเพื่อนคนอื่นๆ ที่เรียนพิเศษไม่ได้ ต้องสร้างความมั่นใจ

3.เก่งอยู่แล้ว…แต่อยากเก่งที่ซู้ด

4.สนใจอยากเรียนวิชาต่างๆ เหล่านั้นเพิ่มเติมเอง

5.ผู้ปกครองไม่มีเวลาอบรมดูแล จึงส่งมาไว้ที่โรงเรียนกวดวิชา และโรงเรียนพิเศษต่างๆ โดยหวังว่าเด็กจะใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ และมีครูที่โรงเรียนคอยดูแล

6.เด็กอยู่บ้านเฉยๆ เลยเบื่อ สู้ไปโรงเรียนกวดวิชา และโรงเรียนพิเศษไม่ได้ จะได้เจอเพื่อนฝูง


จะเห็นได้ว่าจากเหตุผลทั้ง 6 ประการดังกล่าวนี้เป็นเหตุผลที่จำเป็นจริงๆ อยู่เพียง 3 เหตุผลเท่านั้น คือ
เรียนไม่ทัน อยากส่งเสริมทักษะความรู้เพิ่มเติมในเรื่องที่เด็กสนใจเป็นพิเศษ และอยากเก่งที่สุดในสาขาที่เก่งอยู่แล้ว นอกนั้นเป็นเหตุผลทางจิตวิทยาและเหตุผลทางสังคมเสียมากกว่า ทำให้ผู้ปกครองหลายคนต้องขวนขวายหาสตางค์มาส่งเสียให้ลูกเรียนทั้งๆ ที่ไม่จำเป็น เด็กบางคนพอลงจากรถก็ไม่ได้เดินเข้าโรงเรียนกวดวิชาหรอกนะคะ แต่ไปเดินเที่ยวเตร็ดเตร่ กินขนม ดูหนัง เห็นแล้วเสียดายสตางค์แทน แต่แค่เที่ยวเตร่ไม่เรียนก็ยังพอทน บางรายที่เป็นวัยรุ่นก็คบเพื่อนต่างเพศเดินโอบกอดกัน หรือแอบสูบบุหรี่ในซอยที่ลับตาคน แบบนี้แหละที่เห็นแล้วกลุ้มใจแทนผู้ปกครอง เสียทั้งเงินและอาจจะต้องเสียอนาคตของลูกหลานด้วย

การแก้ปัญหาเรื่องการศึกษา
และการใช้เวลาว่างของเยาวชนในบ้านเราจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือกันระหว่างผู้ปกครองและสถาบันการศึกษา คำว่าสถาบันการศึกษาไม่ได้หมายความถึงเฉพาะโรงเรียนที่เด็กสังกัดอยู่เท่านั้น แต่หมายถึงสถาบันการศึกษาทุกแห่งที่มีส่วนรับผิดชอบในการสร้างเยาวชนของชาติให้มีความรู้ ทักษะ ทัศนคติ ค่านิยม และพลานามัยที่สมบูรณ์ทั้งร่างกายและจิตใจ เพื่อที่จะเป็นพลเมืองที่มีคุณภาพชีวิตที่ดี และทำตัวเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติได้

ทุกวันนี้สังคมบ้านเรามุ่งเน้นการแข่งขันชิงเด่นเป็นที่ 1 มากเกินไป
ทำให้โรงเรียน ผู้ปกครอง และเด็ก มีค่านิยมที่ต้องแข่งขันมากเกินความพอดี กล่าวคือ เกิดความเครียด ความกลัวว่าตัวเองจะเก่งไม่พอ จะสู้ไม่ได้ จนต้องเรียนอะไรต่อมิอะไรอยู่ตลอดเวลาจนขาดสมดุลของชีวิต ชีวิตเด็กที่มีคุณภาพคือ มีชั่วโมงเรียน ชั่วโมงเล่น ชั่วโมงพักผ่อน ชั่วโมงอยู่กับครอบครัว ชั่วโมงเรียนรู้โลกเพื่อเข้าสังคมและรู้จักโลกในมุมกว้าง และชั่วโมงเรียนรู้ศีลธรรมจรรยาบรรณ

 

ที่มา http://women.postjung.com/655567.html

เด็กๆเฮ! สพฐ.สั่งครูลดการบ้าน

เด็กๆเฮ! สพฐ.สั่งครูลดการบ้าน

                ไม่สามารถให้การบ้านเด็กตามใจชอบอีกต่อไป ถ้าให้จนเกิดความทุกข์ทรมานของลูกศิษย์ สามารถร้องเรียนได้ที่สพฐ.

                เมื่อ วันที่ 29 ม.ค. นายชินภัทร ภูมิรัตน เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) เปิดเผยภายหลังการประชุมผู้บริหารสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ว่าที่ประชุมได้หารือเรื่องการปฏิรูปหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ.2544 ฉบับปรับปรุง พ.ศ.2551 ตามนโยบายของนายพงศ์เทพ เทพกาญจนา รมว.ศึกษาธิการ โดยจะมีการดำเนินการใน 2 ระยะ ได้แก่ 1.ระยะเร่งด่วน ซึ่งจะดำเนินการให้ทันเปิดภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2556 โดยในระยะนี้ สพฐ.จะเน้นบูรณาการทั้งเนื้อหา เวลาเรียน การวัดและประเมินผล ตลอดจนการบ้านที่ต้องมีการบูรณาการทุกกลุ่มสาระวิชา และจะต้องลดภาระงานของนักเรียนด้วย เพราะที่ผ่านมาพบว่าเด็กไทยต้องทำการบ้านเยอะมาก ทำให้เด็กเกิดความเครียด ทั้งนี้ที่ประชุมได้มอบให้สำนักวิชาการและมาตรฐานการศึกษา สพฐ. ไปจัดทำคู่มือการบูรณาการหลักสูตรการเรียนการสอนแบบครบวงจรให้แล้วเสร็จภาย ในเดือน เม.ย.56 จากนั้นจะจัดอบรมเชิงปฏิบัติการให้กับเขตพื้นที่การศึกษา และครู เพื่อให้มีความพร้อมก่อนเปิดภาคเรียน

                “ตั้งแต่ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2556 เป็นต้นไป เด็กไทยทุกคนในทุกระดับชั้นจะมีภาระการเรียนในห้องเรียนลดน้อยลง และจะมีโอกาสเรียนรู้ รวมถึงทำกิจกรรมนอกห้องเรียนมากขึ้น ส่วน การบ้าน และโครงงานที่ครูมอบให้จะมีการบูรณาการในทุกกลุ่มสาระวิชา ขณะที่การวัดและประเมินผลก็จะสอบเท่าที่จำเป็น และเหมาะกับช่วงวัยเท่านั้น ดังนั้นตั้งแต่เดือน พ.ค.นี้ งานทุกอย่างของเด็กจะลดลงทั้งหมด และจะไม่ใช่วิธีการที่ครูจะมีอำนาจเหนือนักเรียน โดยครูจะไม่สามารถให้การบ้านเด็กได้ตามใจชอบอีกต่อไป ถ้าครูให้การบ้านเด็กจนเกินความทุกข์ทรมานของเด็กก็สามารถร้องเรียนมาได้ที่ สพฐ. เพื่อให้เกิดการปรับปรุงต่อไป” นายชินภัทร กล่าว

                เลขาธิการ กพฐ. กล่าวต่อไปว่า ส่วนระยะที่ 2 ระยะถัดไป สพฐ. จะจัดประชุมเชิงปฏิบัติการในวันที่ 6-8 ก.พ.นี้ เพื่อพิจารณาทบทวนมาตรฐาน และตัวชี้วัดของหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน เพื่อให้ผู้ที่เกี่ยวข้องได้วิพากษ์วิจารณ์ว่ามีมาตรฐานการเรียนรู้ และตัวชี้วัดใดบ้างที่มีมากเกินความจำเป็น เพื่อที่จะได้ตัดทอน และปรับปรุงต่อไป นอกจากนี้จะมีการนำเสนอข้อมูลเชิงเปรียบเทียบในเรื่องเนื้อหา และเวลาเรียนของประเทศไทยกับประเทศอื่นๆ ด้วย อย่างไรก็ตามกรณีที่มีนักวิชาการวิพากษ์วิจารณ์ว่าเนื้อหาในหลักสูตรการ เรียนการสอนมีความซ้ำซ้อน 30% นั้น ตนมองว่าเป็นเพียงแค่ความรู้สึก ซึ่งในการประชุมครั้งนี้จะหยิบยกประเด็นดังกล่าวมาหารือด้วย โดยให้ทุกฝ่ายได้นำข้อมูลมาตีแผ่ และวิพากษ์วิจารณ์กันด้วยว่ามีความซ้ำซ้อนจริงหรือไม่ และจะช่วยลดความซ้ำซ้อนได้มากน้อยเพียงใด ซึ่งหากซ้ำซ้อนจริงตนก็ตั้งเป้าว่าจะลดความซ้ำซ้อนให้มากที่สุด

 ที่มา http://board.postjung.com/655310.html

สิ่งที่ควรทำ-ไม่ควรทำ สำหรับหรับวันวาเลนไทน์

สิ่งที่ควรทำ-ไม่ควรทำ สำหรับหรับวันวาเลนไทน์

                วันที่ 12 ก.พ. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นพ.ชาตรี บานชื่น อธิบดีกรมสุขภาพจิต และ นพ.บัณฑิต ศรไพศาล ผู้อำนวยการสถาบันสุขภาพจิตเด็กและวัยรุ่นราชนครินทร์ เปิดเผยถึงผลสำรวจความคิดเห็นวัยรุ่น 6 ขั้นตอนในการแปลงความรักบริสุทธิ์ในวันวาเลนไทน์ไปสู่การมีเพศสัมพันธ์ที่ไม่เหมาะสม หลังทำการสำรวจจากเด็ก 368 ตัวอย่าง ระหว่างวันที่ 19-23 ม.ค. ที่ผ่านมา จากเยาวชนชายบ้านกาญจนาภิเษก 157 คน เยาวชนหญิงของสหทัยมูลนิธิ 29 คน นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษา โรงเรียนรัตนโกสินทร์สมโภช และโรงเรียนสุรศักดิ์มนตรี จำนวน 200 คน

 พบว่า เส้นทางการแปลงไปสู่การมีเพศสัมพันธ์เริ่มขึ้นจาก

1.การชวนเที่ยวในวันวาเลนไทน์เพื่อเป็นการฉลองหรือสื่อสารความรักซึ่งกันและกัน

2.การชวนทานอาหารหรือมอบของขวัญพิเศษหรือดอกไม้ ที่มีราคาแพง

3. จากนั้นเป็นการชวนเที่ยวต่อตามคลับ คาราโอเกะหรือสวนสาธารณะ

4.ชวนไปที่ลับตาคน หรืออ้างว่ามีของขวัญจะมอบให้อยู่ในบ้านหรือในรถ

5.นำไปสู่การกอด จูบ หรือเล้าโลม

6.ขั้นการมีเพศสัมพันธ์ โดยฝ่ายหญิงจะรู้สึกประทับใจมากหากได้รับของขวัญหรือดอกไม้ช่อใหญ่เป็นพิเศษ เมื่อถูกรุกเร้าก็เป็นสาเหตุให้มีเพศสัมพันธ์ได้ง่าย

3 ปัจจัยหลักที่ผู้ชายมักหลอกล่อผู้หญิงให้ยอมมีเพศสัมพันธ์ด้วยคือ

                1.คำพูดหวาน หลอกให้เคลิบเคลิ้ม เช่น ผมรักคุณคนเดียว หรืออาจใช้สถานการณ์เข้าขู่ว่าจะขอเลิกกัน ถ้ารักก็ต้องยอม

                2.การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ให้ขาดสติ และ

                3.ดูหนังโป๊หรือคลิปโป๊ร่วมกันทำให้เกิดอารมณ์ทางเพศ

 ขณะที่ ผู้หญิงเองก็มีการหลอกล่อผู้ชายเช่นกัน คือ

                1.แต่งกายยั่วยวนเกินเหตุ

                2.พูดจายั่วยวนท้าทายเรื่องทางเพศกับผู้ชาย

                3.แสดงท่าทางไม่ถือเนื้อถือตัว เมื่อฝ่ายชายมาจับมือหรือโอบกอด ทำให้เป็นใบเบิกทางให้มีเพศสัมพันธ์ง่ายขึ้น

                นอกจากนี้ นพ.ชาตรี ระบุว่า การปฏิบัติตัวเพื่อเป็นเกราะป้องกัน การมีเพศสัมพันธ์ที่ไม่ถูกต้องสำหรับผู้หญิงต้องยึดหลัก 5 ไม่คือ

                1.ไม่แต่งกายยั่วยวน

                2.ไม่เชื่อคำพูดผู้ชายง่ายเกินไป

                3.ไม่เที่ยวกลางคืน หรือกลับบ้านดึกเกิน

                4 ทุ่ม 4.ไม่ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์หรือดูหนังโป๊

                5.ไม่ให้ความสำคัญในวันวาเลนไทน์แบบผิด

ส่วน 5 ไม่สำหรับผู้ชายคือ

                1.คิดเสมอไม่หวังเผด็จศึก ว่าจะต้องมีเพศสัมพันธ์ให้ได้

                2.คำนึงถึงศีลธรรมคิดถึงความถูกผิด

                3. คิดถึงผลที่จะตามมาทั้งปัญหาโรคเอดส์ การตั้งครรภ์ไม่พึงประสงค์

                4.ไม่เที่ยวกลางคืน ไม่ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์หรือดูคลิปโป๊

                5.หากหลีกเลี่ยงไม่ได้ให้ใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้ง

                ด้าน นพ.บัณฑิต กล่าวต่อว่า การสำรวจเยาวชนชาย คิดว่า สาเหตุการนำไปสู่การมีเพศสัมพันธ์คือการชวนไปที่ลับตาคน ถึงร้อยละ 40 รองลงมาคือ ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ส่วนผู้หญิงคิดว่า การชวนทานอาหารและมอบของขวัญ ทำให้ใจอ่อนไปสู่การมีเพศสัมพันธ์  และเครื่องยืนยันความรักที่ดีที่สุดคือ การคบหาดูใจกันเป็นเวลานาน และจากสถิติคนที่แต่งงานกันใช้เวลาคบหาเพียงสั้นๆ ฉาบฉวยจะนำมาซึ่งการหย่าร้างมากที่สุด.

ที่มา http://webboard.yenta4.com/topic/289928